แค่... คุณ
ฉันจะ... ก อ ด
สายตา... ยาวววว
สักวัน... ที่ฉันมีเธอ
เงา... รัก
เท่า... ที่มี
รสชาติ... ความเหงาในหัวใจ
คนสําคัญ... ประจําบ้าน
อย่าปล่อยให้ฉัน... ฝันไปคนเดียว
ยิ่งไม่รู้... ยิ่งต้องทำ Ver. II
ยิ่งไม่รู้... ยิ่งต้องทำ
ฉันรักไม่พอ... หรือเธอขอมากไป
ไกล... เหมือน ใกล้
ฉัน... ทำเพื่อ เธอ
วันนั้น... อย่าลืม วันนี้ (Ver. II)
วันนั้น... อย่าลืม วันนี้
ถ่าน... ไฟ เก่า
ฉันรู้แค่... รักเธอหมดใจ
แดน... เนรมิต
ก้อนหิน... ก้อนนั้น
สดชื่น... เหมือนยืนบนไหล่เขา ^^
แฟน... ดี.... ดี
ตลอดไป ^^
ฉัน... ต้องคู่กับเธอ
Postcard from NoWhere T_T
ไม่มีใคร... ยังไงก็มีเธอ
จะอยู่ตรงนี้... จนวัน สุดท้าย
เรา... สอง สาม คน -- ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ >
พรุ่งนี้... ไม่สำคัญ (มีน้อง มีท้อง... กันเถอะเรา)
บ้า... หอบฟาง
คนไหน... ไม่สำคัญ
หนึ่งเหตุผล... ของคนรอ
พูดลอย ลอย (อีกแล้ว)
รักเธอ... ตั้งแต่ เมื่อไหร่
หากเธอ... จะรัก
พูดลอย ลอย
คำ... ยินดี
รักเธอ... ทั้งหมด ของหัวใจ
ฉันอยู่ตรงนี้... ข้าง ข้างเธอ
alonebody
chaitone
ecstasy
nam
Marut.
iNam.
ban2pak
ntar
na na






 

ก้อนหิน... ก้อนนั้น

Friday, 21st September 2012

 

ชื่อไดอารี่วันนี้... ทำมัยมันเศร๊า เศร้าเนาะลุงจ๋า

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำมัยถึงอยากเลือกเพลงนี้มาไว้ในไดอารี่

ทั้งที่เราก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรต้องทะเลาะ หรืองอนกันใหญ่โต

มองอีกแง่นึง... มันก็คงเป็นความรู้สึกที่นู๋มีอยู่ตอนนี้แหละ

 

ไม่ว่าจะยังไง วันนี้นู๋เลือกแล้วที่จะ “ยอม” และ “อดทน”

ก็มีสาเหตุมาจากหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยของลุงจ๋า

นู๋ไม่อยากทำให้ลุงจ๋าเครียด หรือ ไม่สบายใจ

เพราะตอนนี้เชื่อว่า... มันน่าจะเป็นสาเหตุหลักของอาการชักของลุงจ๋า

 

ส่วนสาเหตุถัดมาก็เป็นเพราะว่า... เชื่อว่าทุกอย่างเป็น “เวรกรรม”

เป็นสิ่งที่เราทำร่วมกันมา เราต่างก็เป็น “เจ้ากรรม นายเวร” ซึ่งกันและกัน

ไม่ว่าสิ่งใดที่ทำให้เกิด ทุกข์ เกิดสุข กันอยู่ในตอนนี้

ทั้งหมดมีที่มา ที่ไป และนู๋อยากจะชดใช้ให้จบและหมดกันในชาตินี้

เลือกที่จะอยู่กับความเจ็บปวดด้วยความเข้าใจ และหวังว่า...

สักวัน ทั้งหลายทั้งปวง... มันจะจบลง ถึงแม้จะไม่จบในชาตินี้

ไปจบที่ชาติหน้า หรือให้ชาติหน้าทุกข์เบาบางลงบ้าง... ก็ยังดี _/\_

 

“เหตุผลหลัก” ที่นู๋ยังยอมอดทนที่จะทุกข์และผิดอยู่แบบนี้

ไม่มีอะไรจะชัดเจนมากไปกว่า “นู๋รัก... ลุงจ๋า” นั่นแหละ

เหตุผลอื่นๆ ก็ไม่ต่างจาก “ข้ออ้าง” ในการทำผิดต่อไป

ทุกอย่างยังยืนยันและยืนหยัดอยู่ที่ “ทำ... เท่าที่ไหว”

วันไหนไม่ไหว ก็ค่อยมองหาทางอื่นให้ชีวิตอีกทีแล้วกันเนาะ ^^

 

เด๋วนี้เวลาเจอปัญหาอะไรในชีวิต ปัญหาที่ไม่มีทางแก้ หรือแก้ไม่ได้

และจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่กับความทุกข์เหล่านั้นไปเรื่อยๆ

นู๋เลือกจะบอกตัวเองว่า ต้องอดทน เค้าเป็น... “เจ้ากรรม นายเวร” ของเรา

อย่าไปต่อเวร ต่อกรรม ยอมรับและเข้าใจมัน เผื่อให้ทุกอย่าง... “จบที่เรา”

 

หลายทีก็นึกโกรธ อยากจะตอบโต้ ทำร้ายเค้าคืนบ้าง

ทำให้เราเจ็บใจ เราก็อยากจะทำให้เค้าได้เจ็บปวดอย่างเรา

แต่ก็พยายามเรียกสติให้ตัวเอง พอใจเย็นลง ก็สงบ

และเลือกที่จะไม่ตอบโต้ แค่ปล่อยให้มันผ่านไป

เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพบเจอกันอีกในชาติภพต่อๆ ไป

หรือถ้าโชคดีหน่อย อาจจะจบ หลุดพ้นกันไปในชาตินี้เลยก็ได้ ^^

 

วันนี้นู๋เปิดไดอารี่มาซะสงบนิ่ง อิงธรรมะสุดๆ

แต่ยิ่งคิดแบบนี้กับตัวเอง ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนใจเย็นขึ้น

อาจจะไม่ได้ดีขึ้นทั้งหมด แต่ก็เชื่อว่าเป็น “นิมิตรหมายที่ดี”

เผื่อว่าชีวิตจะเห็นแสงสว่างในธรรมะ มีทางสงบให้ตัวเองในเร็ววัน สาธุ _/\_

 

ก้อนหิน ก้อนนั้น

 

พูดมาถึงตรงนี้ ก็เอ่ยถึง “เพลงประจำไดอารี่” วันนี้เลยเนาะ

เพราะเลือกมาให้ตรงกับ Concept ทุกข์ กรรม ธรรมะ โดยเฉพาะ

อันนี้ไม่อิงจากที่ใด แต่อาจจะเกิดปัญญามาจากที่เห็นธรรมมากขึ้น

ความทุกข์ก็เหมือน “ก้อนหิน” อย่างที่บอกในเพลงนี้

 

ถ้ามองมันผ่านๆ ไม่ไปเพ่ง ไม่ไปเอามาถือ หรือกำแน่นๆ ให้เจ็บมือ

เราอาจจะรับรู้ความเจ็บผ่านทางสายตา และจินตนาการเท่าไหร่

แต่พอเราไปยกขึ้นมา ก็เลยรับรู้ว่าก้อนหินมันหนัก... ปล่อยวาง สบายกว่า

ยิ่งไปเอามากำไว้ในมือ บีบไป เจ็บไป โยนทิ้งไป บางทีอาจไม่ต้องเห็นหินก้อนนั้นอีกก็ได้เนาะ

 

“ก้อนหิน ก้อนนั้น”

 

เช่นกันที่ เวรกรรม อาจจะเป็น “กองไฟ” ที่คอยเผาใจเราให้ร้อนเป็นทุกข์ไปทุกวัน

และยิ่งถ้าเรายิ่งไปต่อสู้ เพิ่มกรรม เหมือนเทน้ำมัน หรือเพิ่มเชื้อให้เวรกรรม

มันก็จะยิ่ร้อนแรงขึ้น จนสุดท้าย มันอาจจะเผาเราจนตายอยู่ในนั้นแหละ

เลือกทำใจเย็นเป็นน้ำ รดไปทีละนิด อาจจะดับไฟให้มอดไปไม่ได้...

แต่อย่างน้อยบรรเทาความร้อนลงก็ยังดี ^^

 

ก้อนหิน ก้อนนั้น

 

บอกไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าไดอารี่วันนี้จะเขียนเกี่ยวกับ...

“เหตุการณ์ชักแหง่กๆ ของลุงจ๋า”

ซึ่งตอนนี้อาการนี้กลายเป็นส่วนนึงของลุงจ๋าไปแล้ว เพราะคุณหมอเรียกว่า “โรคประจำตัว”

 

เหตุเกิดมาแบบไม่มีปี่ มีขลุ่ย หรือสัญญาณใดๆ ล่วงหน้า

เนื่องจากช่วงนี้ลุงจ๋าเป็นเด็กดี ใช้ชีวิตแบบปรกติสุขมากๆ

กินอิ่ม นอนหลับ พักผ่อนเพียงพอ ไม่อดนอน เริ่มออกกำลังกายและไม่ดื่มเหล้า

ไม่เหมือนคราวที่แล้ว จัดเต็มทุกสิ่งอย่าง ประกอบกันอาการเครียดที่เราทะเลาะกันอีก

 

แถมคราวนี้เป็นเองแบบที่นู๋ไม่ได้ตื่นมาเห็นตั้งแต่เริ่มแรกเหมือนครั้งก่อน

เพราะเข้าเช้าวันอางสักประมาณตี 3 กว่าๆ นู๋ก้ได้ยินเสียง ฟื้ดฟาดๆ เหมือนเคยได้ยิน

หันไปเห็นลุงจ๋านอนหันหลังให้อยู่ ก็เลยลองเรียก ลุง... ลุง

พอไม่มีเสียงตอบ นู๋ก็ลุกไปเปิดไฟ พอเดินไปด้านหน้าลุงจ๋า

ก็เห็นตาเหลือก น้ำลายไหลยืดๆๆๆๆ ตัวเกร็ง กัดฟันแน่น ชักๆๆๆ อยู่

 

คราวนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ประสบการณ์ครั้งก่อนทำให้ไม่ตกใจ

ก็เลยตะแคงตัวลุงจ๋า ตามที่คุณหมอเคยบอก เพราะจะได้หายใจสะดวก

และที่สำคัญไม่เอานิ้วแหย่ลงไปในปากลุงจ๋าแล้ว และไม่เอาอะไรยัดด้วย

เพราะคุณหมอคนสวยบอกว่า ร่างกายของมนุษย์มีกลไกป้องกันตัวเอง ไม่กัดลิ้นหรอก

ที่ไหนได้... คุณหมอคนสวยหลอกนู๋อีกแล้ว คราวนี้ลิ้นลุงจ๋าเป็นแผลต้องริมๆ เลย

ก็กัดฟันพลาดไปถูกลิ้น ดีนะที่ไม่กัดเอากลางลิ้น ไม่งั้น... “ตายแน่” ><

 

นั่งรอให้ลุงจ๋าชักเบาลงๆ ก็เริ่มโทรหาเพื่อนบ้าน

เริ่มจากโทรหาแอ๊ะ แต่ปรากฏว่าแอ๊ะกดตัดสายซะงั้น

ก็เลยหันไปโทรหาพี่นุช เพราะนู๋ไม่มีเบอร์พี่เต็ม

พี่นุชก็ไม่รับสายอีก ก็เลยกลับไปโทรหาแอ๊ะใหม่...

คราวนี้แอ๊ะรับ แอ๊ะบอกนึกว่าเสียงนาฬิกาปลุกเลยกดปิด

แต่ตอนนี้พี่โหน่งพร้อมแล้ว.... พอนู๋ลงไปเปิดประตู

ปรากฏว่าทั้งสองบ้านมายืนโดยพร้อมเพรียงกันแล้ว

เป็นอันว่าชาวบ้านเค้ารู้กันหมดแล้วว่าถ้านู๋โทรหากลางดึก

แปลว่คุณลุงชักแหง่ก แหง่ก แหง่ก ไปเรียบร้อยแล้วววว ><

 

ตอนนู๋เห็นคุณลุงเริ่มชักเบาลง แล้วห่อปากเป่าลม เสียงดังฟี้ๆๆๆ ออกมา

นู๋ก็ลองเรียกคุณลุง แต่ก็ยังไม่รู้สึกตัว แล้วแก้มเหมือนอมอะไรไว้

เห็นแล้วชักกลัว เพราะไม่รู้ว่ากัดลิ้นตัวเองไปรึป่าว...

ช่วงคุณลุงชักเบาๆ ลง นู๋ก็กอดคุณลุงด้วย ไม่รู้จะทำอะไรได้ดีกว่านี้ ><

 

พอคุณลุงหยุดชัก นู๋ก็เลยลองเรียกคุณลุงดู

บอกคุณลุงว่า เราไปหาหมอกันนะ ปรากฏว่า... ไม่รู้จักนู๋อีกแล้ว

ลุงลุกขึ้นมาฟัง แล้วก็ล้มตัวลงไปนอนหายใจฟื้ด ฟาด เพราะบอกว่าหายใจไม่ออก

นู๋ก็เลยเดินลงไปข้างล่าง เอากุญแจเสียบเตรียมพร้อม

รอพี่โหน่ง พี่เต็มมาพาลงไปที่รถ

 

พอพี่เต็มขึ้นมาก็เรียก ปืนๆๆ เป็นอะไร

ลุงก็คุยกะพี่เต็ม จำพี่เต็มได้ แต่จำนู๋ไม่ได้ซะงั้น ><

พี่เต็มก็บอกหายใจไม่ออกเหรอ ไปหาหมอกัน ขี่หลังพี่เต็มไป

ตอนแรกก็ทำท่าเหมือนจะยอมไป พอเอามือพาดหลังพี่เต็ม

อยู่ดีๆ ก็หงายหลัง ล้มตัวลงไปนอนอีกเฉยเลย

 

คุยไป คุยมาอีกแป๊ปนึง ลุงก็ลุกเดินออกจากห้อง

เดินเข้าทุกห้องเลย พี่เต็มก็ถามว่าหาอะไร...

คุณลุงบอก หา... #?X#??@@@!! (ไม่มีใครฟังออก)

ถามอีกกี่ที ก็ตอบเหมือนเดิม เสร็จก็เดินเข้าห้องน้ำไปฉี่เฉยเลย

แต่ตอนที่เดินเข้าไปทุกห้อง ก็ไม่ได้เปิดไฟสักห้อง... ซะงั้น ><

 

ที่แสบยิ่งกว่า... ตอนอยู่ในห้อง พี่เต็มบอกเหงื่อเริ่มออกเยอะ

โป่งไปเอาผ้ามาเช็ดหน้าให้ปืนหน่อย...

นู๋ก็เลยหยิบผ้าเช็ดหน้าตัวเองออกมา แถมเลือกผืนโปรดซะด้วย

ก็ยื่นให้คุณลุงไว้ บอกเอาไว้เช็ดหน้านะ... คือไม่กล้าเช็ดให้ ตอนนั้นรู้จักกัน ><

แต่พอลุงจ๋าเดินเข้าไปฉี่ในห้องน้ำ ก็เอาผ้าเช็ดหน้านู๋ทิ้งชักโครกเฉยเลย..

กรี๊ด............................... คนอะไรใจร้ายแบบนี้ ><

 

พอคุณลุงเดินออกจากห้องน้ำ แทนที่จะยอมลงไปหาหมอ

ก็จะเดินกลับเข้าห้องนอนเราอีก... แต่นู๋ปิดประตูไปแล้ว

ลุงก็พยายามเปิดประตู จากปรกติที่ประตูต้องดันเข้าห้อง

เปิดก็เปิดอยู่ทุกวัน แต่คราวนี้คุณลุงพยายามเปิดด้วยการดึงเข้าหาตัวซะงั้น

เปิดแบบนั้น เมื่อไหร่มันจะออก มีแต่เสียงดังปึ้งๆ ปึ้ง

สุดท้ายนู๋ก็ต้องเป็นคนเดินไปเปิดให้ คุณลุงก็เดินกลับเข้าไปนอนอีก

 

ทุกคนถอดใจมาก ตัดสินใจโทรเรียกรถพยาบาล

เพราะกลัวจะหายใจไม่ออกจนเป็นอะไรมากกว่านี้

พี่นุชบอกว่ามีเบอร์ เลยรีบวิ่งกลับไปโทรที่บ้าน

ส่วนแอ๊ะบอกที่บ้านมีถุงยา... รีบวิ่งกลับไปเอาให้นู๋เหมือนกัน

โอ้... โชคดีจริงๆ มีแต่เพื่อนบ้านน่ารัก ใจประเสริฐ

ถึงเค้าจะดื้อบ้างในบ้างที แต่หาเพื่อนบ้านดีๆ กว่านี้คงลำบากเหมือนกันเนาะคุณลุง ^^

 

แต่อยู่ดีๆ ลุงจ๋าก็ยอมตามพี่เต็มลงมาง่ายๆ ซะงั้น

พี่นุชเลยต้องรีบโทรไปบอกที่โรงบาลว่าไม่ต้องแล้ว เด๋วไปเอง

ลุงจ๋าก็เดินตามพี่เต็มไปที่รถแต่โดยดี แต่ไปๆ มาๆ เดินกลับเข้าบ้านซะงั้น

มานั่งแหมะตรงโซฟา ไม่ยอมออกไป แล้วบอกหายใจไม่ออกๆๆ

นู๋เลยบอก ลุงไปหาหมอนะ ไม่หามันไม่หายนะ เด๋วยิ่งหายใจไม่ออก

ลุงก็บอกไปๆๆ ก็เลยพากันขึ้นรถไปที่โรงพยาบาลด้วยทีมงานเดิมพร้อมหน้า

พี่โหน่ง พี่เต็ม นู๋ แล้วก็คุณลุง คราวนี้จองนั่งหน้าไปเองเลย... ไม่ต้องปีนแล้ว

 

ระหว่างทางตอนอยู่ในรถก็พยายามคุยตะล่อมๆ ไปเรื่อยๆ

ดูลุงจ๋ามีสติมากขึ้นแล้ว จำนู๋ได้ ถามอะไรก็พอตอบได้

นู๋ถามว่าไหวมั๊ยคุณลุง ลุงบอกว่า ไหวค่ะ ไหวค่ะ

สักพักก็ถามว่ายังปวดหัวมั๊ยคุณลุง คุณลุงบอก ไม่แล้วค่ะ

แล้วก็นั่งมึนๆ อยู่คนเดียว เค้าคุยกันสามคนก็ไม่ได้สนใจใคร

แถมพี่เต็มยังใจดี นวดลุงจ๋าไปตลอดทาง จนถึงโรงพยาบาล

 

ไปเที่ยวนี้พี่โหน่งขับรถซิ่งเหมือนคราวที่แล้วไม่ได้

เพราะมันตี 5 แล้ว ผู้คนเริ่มออกจากบ้านไปทำงาน

แต่ก็ไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพราะคราวนี้ลุงจ๋าไม่อาละวาดเหมือนคราวที่แล้ว

ก็เลยเดินทางไปถึงโรงพยาบาลแบบปรกติ ^^

นี่ถ้าเราไม่เริ่มสวดมนต์ ไม่ทำบุญเยอะขึ้น ลุงจ๋าอาจจะเป็นเยอะกว่านี้ก็ได้เนาะ

ถือว่าเราโชคดีมากแล้วที่คราวนี้ไม่รุนแรงหนักหนาเหมือนคราวที่แล้ว ^^

 

ก้อนหิน ก้อนนั้น

 

ก้อนหิน ก้อนนั้น

 

ใกล้เที่ยงแล้วคงต้องจบไดอารี่ Part แรกไปเพียงเท่านี้

เด๋วค่อยมาเล่าต่อ เพราะนู๋จะเก็บของกลับบ้านแล้ว

กินข้าวกะพี่มี่เสร็จต้องรีบออกตัวไปหาลุงจ๋า

วันนี้ดูมีอาการมึน งง ตั้งแต่เช้า แต่เมื่อกี้บอกดีขึ้นแล้ว...

รีบไปดูก่อน เป็นห่วง เมื่อคืนนู๋ก็ไม่ค่อยได้นอน

เพราะนอนก็ไม่หลับ เมื่อคืนดูลุงจ๋ามีอาการแปลกๆ

 

ช่วงนี้หน้าที่พยาบาลหนักหน่วง ไม่อยากให้ลุงจ๋าเป็นอีก

เพราะอ่านจากบทความในเน็ต เค้าบอกว่า...

การชักทุกครั้งจะทำให้ Cell ในสมองตาย

ยิ่งชักบ่อยก็จะมีผลให้สมองฟีบลงเรื่อยๆ ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

ตอนนี้ต้องตั้งใจดูแลกันให้ดีๆ อยากให้ลุงจ๋าแข็งแรงปลอดภัยมากๆๆ

อยู่กันแค่สองคน ก็ต้องตั้งใจดูแลกันให้ดีที่สุดเนาะลุงจ๋าเนาะ ^^

 

ก้อนหิน ก้อนนั้น

 


ก้อนหิน ก้อนนั้นก้อนหิน ก้อนนั้น
Music Playlist at MixPod.com

     Share

<< สดชื่น... เหมือนยืนบนไหล่เขา ^^แดน... เนรมิต >>

Posted on Fri 21 Sep 2012 11:55
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh