อย่าปล่อยให้ฉัน... ฝันไปคนเดียว
ยิ่งไม่รู้... ยิ่งต้องทำ Ver. II
ยิ่งไม่รู้... ยิ่งต้องทำ
ฉันรักไม่พอ... หรือเธอขอมากไป
ไกล... เหมือน ใกล้
ฉัน... ทำเพื่อ เธอ
วันนั้น... อย่าลืม วันนี้ (Ver. II)
วันนั้น... อย่าลืม วันนี้
ถ่าน... ไฟ เก่า
ฉันรู้แค่... รักเธอหมดใจ
แดน... เนรมิต
ก้อนหิน... ก้อนนั้น
สดชื่น... เหมือนยืนบนไหล่เขา ^^
แฟน... ดี.... ดี
ตลอดไป ^^
ฉัน... ต้องคู่กับเธอ
Postcard from NoWhere T_T
ไม่มีใคร... ยังไงก็มีเธอ
จะอยู่ตรงนี้... จนวัน สุดท้าย
เรา... สอง สาม คน -- ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ >
พรุ่งนี้... ไม่สำคัญ (มีน้อง มีท้อง... กันเถอะเรา)
บ้า... หอบฟาง
คนไหน... ไม่สำคัญ
หนึ่งเหตุผล... ของคนรอ
พูดลอย ลอย (อีกแล้ว)
รักเธอ... ตั้งแต่ เมื่อไหร่
หากเธอ... จะรัก
พูดลอย ลอย
คำ... ยินดี
รักเธอ... ทั้งหมด ของหัวใจ
ฉันอยู่ตรงนี้... ข้าง ข้างเธอ
ไ อ ร ด า
ยิ่งรู้จัก... ยิ่งรักเธอ
แด่เธอ... ผู้อดทน
เที่ยงคืน... สิบห้านาที
ตะวัน... ของหัวใจ
ขอแค่... ฝัน
สักเรื่อง... ได้ไหม
หยุด... บอกเลิกกัน ซะที V.II
alonebody
chaitone
ecstasy
nam
Marut.
iNam.
ban2pak
ntar
na na






 

เรา... สอง สาม คน -- ลดเหลือสองคนเท่าเดิมแหละ ><

Tuesday, 28th August 2012

 

กลับมาแล้ว... ไดอารี่

หายไปคราวนี้ก็ 2 อาทิตย์กว่าๆ กันเลยทีเดียว

สาเหตุหลักที่หายไปก็ มรสุมชีวิต ล้วนๆ เลย

 

นับจากไดอารี่หน้าที่... มาเขียนไว้กับเรื่องท้องแล้ว

มาถึงวันนี้ก็ Updated Status ใหม่ว่า “เลิกท้องแล้ว...”

 

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องหน้าเศร้า... แล้วก็สะเทือนใจเราไม่น้อย

แต่นู๋ก็ต้องมาเขียนไว้ในไดอารี่ของเรา เพื่อจะไม่ลืมว่า...

เราได้เป็น พ่อ เป็น แม่ แล้วนะค่ะลุงจ๋า...

ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาสั้นๆ แค่เดือนกว่าๆ

เพราะถึงเค้าจะแข็งแรง สมบูรณ์พอให้เกิดมา

แต่เค้าก็ได้ชื่อว่า เป็นลูกของเรา... ตลอดไป ^^

 

มาถึงวันนี้ผ่านเหตุการณ์ “ตกเลือด” มาแล้ว 1 อาทิตย์กว่าๆ

สภาพจิตใจก็ดีขึ้นตามลำดับ รวมทั้งสภาพร่างกายของนู๋ด้วย

ดีว่าได้หยุดนอนอยู่บ้านไป 1 อาทิตย์เต็มๆ

มีลุงจ๋าคอยดูแลอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าจะไม่มากเท่าที่พ่อกับม๊าอยากจะดูแล

แต่นู๋รู้ว่าลุงจ๋าก็ตั้งใจดูแลนู๋อย่างเต็มหัวใจ เต็มกำลังแล้ว

ตลอดเวลาที่เจ็บ ปวด หรือทรมานกับอาการที่เป็น

รวมทั้งเวลาที่เหนื่อยๆ เหงาๆ ก็คิดถึงแต่พ่อกับม๊าตลอด

เพราะรู้ว่าถ้าอยู่บ้าน มีพ่อกับม๊าคอยดูแลคงไม่รู้สึกแบบนี้ ><

 

สัจธรรมอันนึงที่รู้ซึ้งมากๆ กับเหตุการณ์ครั้งนี้

รู้ได้เลยว่า ไม่มีใครรักและดูแลเราได้เหมือนอย่างที่พ่อแม่ดูแลอีกแล้ว

แต่ก็อย่างที่ลุงจ๋าบอกว่า... คนเราต้องเติบโต ก้าวเดินไปข้างหน้า

ก็ต้องพยายามแข็งแรงให้มากขึ้น...

มากพอที่จะดูแลตัวเองได้ โดยที่ไม่ให้พ่อกะม๊าต้องเป็นห่วง

 

เรา สอง สาม คน ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ

 

ขาดไดอารี่ไปนาน เรื่องทำบุญบ้านก็ยังเล่าไม่จบ

เรื่องไปกินข้าวกะม๊าวันแม่ก็ยังไม่ได้เล่า

เรื่องจิปาถะ ยิบย่อยในชีวิตอีกหลายอย่างก็ลืมไปหมดแล้ว

ตอนนี้เรื่องที่จำได้แม่นที่สุด ก็คงเป็นเรื่องที่ “เลิกท้อง” แล้วนี่แหละ

 

เพราะเหตุการณ์นี้ก็เป็นที่มาของความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต

ก่อนจะเล่าไปถึง Details ของเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้น

ก็ต้องบอกเลยว่า... ถึงวันนี้ นู๋รู้สึกดีใจที่ยังคงสวดมนต์ต่อไป

แถมเริ่มจะสวดยาวขึ้น เยอะขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

ไม่ได้สวดเพราะเป็นหน้าที่ แต่สวดเพราะตั้งใจอยากจะทำด้วยตัวเอง

 

ต้องขอบคุณ ลูกของเรา เนาะลุงจ๋า

เพราะถึงแม้เค้าจะยังไม่ได้เกิดมาอยู่ให้เราจับต้องได้

เค้าก็ทำให้นู๋และลุงจ๋าเริ่มทำความดีโดยการสวดมนต์

และการเริ่มต้นสวดมนต์ครั้งนี้ ก็ทำให้เกิดเรื่องดีๆ ขึ้นอีกหลายอย่าง

ถึงนู๋จะยังไม่รู้ว่าตัวเองจะสวดมนต์แบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน

แต่ที่แน่ๆ ตั้งใจอยากสวดมนต์ ทำจิตใจให้ดีขึ้นในทุกวัน

ส่วนนึงก็อยากให้ลูกเราได้มีบุญติดตัวไปเยอะๆ เพื่อจะไปเกิดในที่ที่ๆ ดีๆ ได้อย่างใครๆ

 

เรา สอง สาม คน ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ

หนังสือสวดมนต์ที่ถือติดมือมาตลอด 1 อาทิตย์กว่าๆ ที่ผ่านมา

 

เรา สอง สาม คน ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ

 

เล่าเลยแล้วกันเนาะ กับเรื่องที่เกิดขึ้น

นับจากที่เราไปหาหมอเพื่อตรวจ Hormone ครั้งล่าสุด

และปรากฏว่าค่า Hormone ของนู๋ก็ลดลงจากครั้งแรก

ซึ่งคุณหมอก็อธิบายไว้แล้วว่าน่าจะเข้าข่าย “ท้องลม” จริงๆ

 

เนื่องจากว่าในการตั้งครรภ์ปรกติ ค่า Hormone จะต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ

ต่อเนื่องแบบนั้นไปถึงระยะสัก 3 เดือนแล้วถึงจะค่อยๆ คงที่

จากภาพ Ultrasound วันนั้นก็ยังไม่เห็นความผิดปรกติมากนัก

คุณหมอก็ยังให้รอดูต่อไป เผื่อว่าจะเห็นตัวลูกเราในอาทิตย์ต่อๆ มา

 

ความผิดปรกติอีกอย่างนึงที่เกิดขึ้นวันนั้นก็คือ... เลือดเริ่มออก

ออกมาวันละนิด วันละหน่อย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสีดำๆ

นู๋ก็ยังพยายามปลอบใจตัวเองไปเรื่อยๆ ว่าอะไรๆ จะดีขึ้น

ได้แต่ตั้งใจสวดมนต์และพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด

 

หลังจากนั้นคุณลุงก็เดินทางไปทำงานที่ระยองบ้าง

คุณหมอนัดเราอีกทีวันที่ 18 สิงหาเพื่อดูความคืบหน้า

เผื่อว่าจะมองเห็นลูกเราได้ตามปรกติ

ระหว่างนั้น เลือดก็ยังออกทุกวัน แต่ก็ไม่เยอะมาก

 

จนกระทั่งเช้าวันศุกร์ที่ 17 สิงหา…

ตื่นเช้ามาวันนั้นเห็นเลือดเริ่มออกเยอะ... และเป็นสีแดง

รีบโทรไปบอกลุงจ๋า... แต่ก็ยังปลอบใจตัวเองว่าคงไม่เป็นไร

ลุงจ๋าบอกให้นู๋หยุดงานอยู่บ้านอย่าเดินเยอะ แต่นู๋ก็ยังออกมาทำงานตามปรกติ ><

 

พอมาถึงออฟฟิตเริ่มเดินเข้าห้องน้ำไปดู... ก็เห็นเลือดเยอะอยู่ดี

โทรบอกลุงจ๋าเสร็จก็เดินกลับมาที่โต๊ะ โทรบอกลุงจ๋า

ลุงจ๋าบอกว่าเด๋วจะรีบกลับมาด่วน เจอกันที่โรงพยาบาล

นู๋ก็เดินไปบอก Dhanish ว่าลูกคงจะไม่อยู่แล้ว

เด๋วบ่ายนี้ต้องออกไปโรงพยาบาลหาหมอ

พูดแค่นั้นแหละ น้ำตาก็ไหลมาจากไหนไม่รู้... ร้องไห้ใหญ่เลย

 

พอเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ ที่นี้ร้องไห้โฮ เสียงดังเลย

ทั้งพี่มี่ ทั้งแอ๋ ต้องเดินมาปลอบกันใหญ่

Dhanish ก็เดินมาดู บอกว่าไม่เป็นไรหรอก ต้องไม่เป็นไร

แต่นู๋ก็รู้ตัวลึกๆ แล้วแหละว่า... น่าจะแย่แล้วคราวนี้

 

คุยโทรศัพท์กะซั้นตอนเช้าตามปรกติ

เล่าไป เล่ามา ซั้นกำลังจะกลับจากไปโรงงานที่อุทัยฯ พอดี

ก็เลยจะตีรถเข้ามารับนู๋ที่ออฟฟิต แล้วก็พาไปรอลุงจ๋าที่โรงบาล

ก่อนถึงโรงบาลเลยพาซั้นแวะกินข้าว เลี้ยงข้าวซั้นก่อน อุตส่าห์มารับ

 

ไปถึงโรงพยาบาลแป๊ปนึง ซั้นก็นั่งรอเป็นเพื่อนจนลุงจ๋ามา

พอลุงจ๋ามา หมอก็เรียกเข้าห้องตรวจทันที

พอตรวจภายในเสร็จ คุณหมอบอกว่าปากมดลูกยังไม่เปิด

แต่พอ Ultrasound เสร็จ ก็เห็นว่าไข่แดงฟีบลงอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งดูเปรียบเทียบกับครั้งก่อนที่ทำ Ultrasound แล้วก็ต้อง… ทำใจ

 

เรา สอง สาม คน ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ

 

เรา สอง สาม คน ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ

 

คุณหมอก็นัด “ขูดมดลูก” เช้าวันเสาร์

แต่ลุงจ๋าขอเลื่อนเป็นวันอาทิตย์เพราะจะต้องกลับไประยองก่อน

Clear งานเสร็จค่อยกลับเข้ามากรุงเทพอีกทีเช้าวันอาทิตย์เลย

คุณหมอสั่งงดน้ำ งดอาหารตั้งแต่เที่ยงคืนวันเสาร์

เพราะการขูดมดลูกต้องให้ยาสลบ ถ้าไม่งดก่อนอาจจะสำลักได้

แล้วก็ให้ยาสอดสำหรับสอดตอนเช้าวันอาทิตย์ก่อนมาโรงพยาบาล

 

หลังจากนั้น ทั้งนู๋ ทั้งลุงจ๋าก็ต้องโบก Taxi กลับบ้าน

เนื่องจากวันนั้นไม่มีรถกันเลยสักคน อาศัยคนอื่นมาทั้งคู่ ><

ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร เด๋วค่อยมีใหม่

นู๋ก็ได้แค่น้ำตาซึมไปเป็นระยะๆ เผลอร้องไห้บ้างก็มี

ลุงจ๋าบอกว่าตอนเช้าที่นู๋โทรหาแล้วร้องไห้... ลุงจ๋าน้ำตาจะไหลเหมือนกัน

 

วันศุกร์กลับถึงบ้าน... ก็นอนพร้อมด้วยอาการปวดท้อง

เลือดก็เริ่มออกเยอะขึ้น แล้วก็ปวดท้องมากขึ้น

ปวดจนหลับไปนั่นแหละ แต่ก็ตื่นขึ้นมาเป็นระยะๆ เพราะปวดท้อง

แต่ดีที่ลุงจ๋าไม่ได้กลับไประยองแล้ว ฝากน้องดูแทน

แล้วก็อยู่บ้านเป็นเพื่อนนู๋ โชคดีมากๆ เพราะไม่งั้นนู๋ตายแน่

เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเย็นวันเสาร์ น่ากลัวมากๆ จริงๆ ><

 

วันเสาร์ตื่นมาช่วยลุงจ๋าทำงานบ้านได้หน่อยเดียว

ก็เดินปวดท้อง จนต้องมานอนหงิกๆ ให้เวลาผ่านไป

จนสักบ่ายโมงกว่า กินข้าวกลางวันกับลุงจ๋าเสร็จ

ลุงจ๋าก็แอบงีบหลับไปแล้ว... แต่นู๋นี่ซิ ยังทรมานกับการปวดท้องอยู่

 

ตอนนั้นคิดบอกตัวเองในใจตลอดว่า ท่าทางจะไม่รอด

ไม่น่าจะอยู่ถึงจนหมอนัดตอนเช้าวันอาทิตย์ไหว

คิดว่าคงต้องไปโรงบาล แต่คงจะค่ำๆ แล้วก็นอนโรงบาลรอหมอ

ก็ตัดสินใจอดข้าว อดน้ำด้วยตัวเองตั้งแต่ประมาณบ่ายสองโมง

 

หลับไปสักพักก็ตื่นมาด้วยความหิว ลุงจ๋าเลยออกไปตลาดซื้อกับข้าว

ส่วนนู๋ก็นอนแห้งๆ รออยู่ที่บ้านเหมือนเดิม

ลุงจ๋าออกไปได้สักพัก ฝนก็ตกหนักมากกกกกกก

นู๋โทรบอกลุงจ๋าว่าไม่ต้องรีบกลับมา รอฝนซาก่อน กลัวลุงจ๋าป่วย

 

ลุงจ๋ากลับเข้ามาบ้านก็ประมาณเกือบๆ 6 โมงแล้ว

นู๋คิดว่าถ้ากินข้าวเย็นไป คงรอดไปเจอหมอตอนเช้าวันอาทิตย์แล้วแหละ

แต่ปรากฏว่าตอนเดินไปเปิดประตูบ้านให้ลุงจ๋า

มีความรู้สึกว่า “ผลั๊วะๆๆๆๆๆๆๆ” แล้วก็อุ่นเต็มกางเกงไปหมด

 

ชักมือกลับไม่ทันได้เปิดประตูให้ลุงจ๋าเข้าบ้านเลย

นู๋รีบวิ่งไปห้องน้ำดูก่อนเลย พอเห็นเท่านั้นแหละร้องลั่นบ้านเลย

ก้อนเลือดล้วนๆ เต็มไปหมด ลุงจ๋าก็ช่วยไม่ได้เพราะเข้าบ้านไม่ได้

สุดท้ายก็ต้องกะปลกกะเปลี๊ย กะเผลกๆ ออกมาเปิดประตูให้ลุงจ๋า

ตอนลุกขึ้นมาแทบเป็นลม ในชักโครกมีแต่เลือดทั้งนั้น T_T

 

เปิดประตูให้ลุงจ๋าได้ ก็บอกลุงจ๋าว่าเอาผ้าอนามัยให้หน่อย

แล้วให้ลุงจ๋าโทรไปโรงพยาบาลว่าต้องออกไปหาหมอเลยมั๊ย

เพราะลุงจ๋าจะยังไม่ยอมพาไปโรงบาล คิดว่าเป็นอาการปรกติ

โทรไปหมอก็ไม่อยู่แล้ว ออกเวรเรียบร้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจมาโรงพยาบาล

 

ระหว่างทางที่ไปโรงพยาบาลรถก็ติ๊ด... ติด ฝนก็ตก

นอนพะงาบๆ ไปกะลุงจ๋า ไม่กล้าออกอาการปวดท้องมากนัก

เพราะไม่อยากให้ลุงจ๋ากังวลจนต้องขับรถเร็วๆ เพราะแว่นก็ไม่มี

แล้วลุงจ๋าเองก็ไม่สบาย นั่งอยู่ในรถก็กลัวลุงจ๋าโดนแอร์จนป่วยอีก

อารมณ์นั้นคิดว่าเด๋วถึงโรงบาลนู๋ก็ไม่เป็นไรแล้ว แต่ถ้าลุงจ๋าป่วยเด๋วเป็นนาน

 

ไปถึงโรงพยาบาลใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง… ไปถึงก็เข้าห้องฉุกเฉิน

เจอหมอเวรดุมากกกกกกกกกก ให้เดินขึ้นขาหยั่งตรวจภายในเอง ><

ก่อนเข้าไปหาหมอก็แวะไปเข้าห้องน้ำก่อน... ปรากฏว่า...

ผ้าอนามัยที่เปลี่ยนมาใหม่ ใครว่ายาวสุด หนาสุด

ตอนนี้เลือดเปรอะเก้าอี้เข็นของโรงบาลแล้ว ><

 

เรา สอง สาม คน ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ

 

ตลอดเวลาที่นั่งๆ นอนๆ พะงาบๆ อยู่ในรถ

นึกอธิษฐานบอกลูกอยู่ตลอดว่าไม่ต้องกลัวนะ

ไม่ว่ายังไงแม่ก็จะไม่ลืมว่าเราเป็นแม่ลูกกัน

ทุกวันพฤหัสจะตั้งใจกินมังสวิรัติ อุทิศส่วนกุศลไปให้ลูก

และจะได้เป็นการเตือนตัวเองไปด้วยตลอดเวลาว่าเรามีลูกคนนี้เป็นลูกคนแรก

 

อีกสิ่งนึงที่คิดถึงตอนที่ปวดท้องอยู่ในรถ คือ คิดถึงพ่อกับม๊า

ไม่กล้าโทรไปบอก กลัวจะตกใจ แล้วก็กลัวลุงจ๋าจะดุด้วย

ก็เลยส่ง SMS แล้วก็ Line ไปบอกโอปอให้บอกพ่อกะม๊าด้วย

ปวดท้องมากๆ คิดถึงพ่อกะม๊า

อยากเป็นลูกที่ดีของพ่อกะม๊าให้สมกับที่พ่อกะม๊าตั้งใจดูแลนู๋มาเป็นอย่างดี ><

 

สิ่งที่ตามมาจากความทรมานที่ต้องปวดท้อง แล้วก็เสียลูกไป

คือ คิดว่ามันคงเป็นเวรกรรมจากสิ่งที่ทำมานั่นแหละ

เหมือนเราไปแย่งของรักของเค้ามา... เราก็ต้องเสียของรักของเราไป

อะไรที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถือว่าเราชดใช้กรรมที่เราทำไว้กับคนอื่น

คิดแค่ว่าอยากจะขออโหสิกรรมจากเค้า ให้เลิกผูกใจเจ็บ อาฆาตพยาบาทกัน

จะได้หมอเวร สิ้นกรรมกันไปในชาตินี้ ไม่ต้องต่อเนื่องกันไปถึงชาติหน้า

 

ก็เนาะรถติดนาน ทรมานนาน แต่ก็คิดอะไรดีๆ ได้เยอะเหมือนกัน

เชื่อว่านี่น่าจะเป็นอานิสงฆ์จากการสวดมนต์ทุกวันนั่นแหละ

คิดเอาเองว่าถึงเราจะไม่รู้คำแปลในคำสวดมนต์ของเรา

แต่เวลาที่เราสวดมนต์ก็จะทำให้เรามีสมาธิ มี สติและปัญญาจนทำให้คิดอะไรได้เยอะ

 

เรา สอง สาม คน ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ

 

และแล้วก็มาถึงโรงพยาบาลได้อย่างครบ 32

ก็อย่างที่ว่าไปในตอนแรก เลือดใกล้เปรอะเลอะเต็มที

หลังจากเข้าไปเจอคุณหมอเวรที่ดุแสนดุ

และย้ำกับนู๋ตั้งสองสามรอบว่าอดข้าวมาครบ 6 ชั่วโมงแน่นะ???

ถามจนนู๋ชักจะไม่แน่ใจ เอ๊ะ ถ้าบอกผิดไป จะตายม่ะเนี้ย!!!

ในที่สุดหมอก็สรุปว่ารอขูดกันตอนสองทุ่มครึ่งได้เลย

เพราะปากมดลูกเปิดเรียบร้อยแล้ว แต่คุณหมอสุขฤทัย เจ้าของไข้เราคงกลับมาไม่ทัน ><

 

ก่อนออกจากห้อง คุณหมอเวรถามว่า... จะนอนนี่เลยมั๊ย

นู๋ก็ตอบอย่างไม่ลังเลใจว่า “นอนค่ะ”

คุณหมอหันมามองหน้าแล้วถามว่า นอนทำมัย

แกบอกว่า หมอสุขฤทัยเค้านัดคุณมาพรุ่งนี้เค้าก็คงไม่ให้คุณนอนหรอก

ขูด 15 นาทีก็เสร็จแล้ว พักฟื้นอีก 2 ชั่วโมง ตื่นมาก็กลับบ้านได้

ในใจนู๋ก็คิดว่า... เอ่อ นู๋ไม่ได้มาขอนอนฟรีนะค่ะ จ่ายตังค์ค่ะ

แล้วกว่าจะตื่นอีกสองชั่วโมงกว่าก็สี่ทุ่มกว่าแล้วนะค่ะ อะไรว่ะ ><

 

สุดท้ายต้องเดินขะเหย่งๆ ไปกวักมือเรียกลุงจ๋าเข้ามา

เพื่อจะตอบคุณหมอว่า... นอนนี่ครับ

แต่ตอนออกจากห้องมารอเค้าเข็นเข้าห้องผ่าตัด

ลุงจ๋ามีการจะเปลี่ยนใจให้กลับบ้านเราซะงั้น

เพราะลุงจ๋าเห็นว่า นอนบ้านสบายกว่า ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล

แต่ที่ลุงจ๋าไม่เข้าใจ... คือ นู๋หน่ะไม่เคยนอนโรงพยาบาลมาก่อนเลยในชีวิต

คราวนี้นู๋เองก็คงไม่ได้พิศมัยจนอยากจะนอนที่โรงพยาบาลหรอก

แต่ถ้าเราจะกลับบ้านไปพักที่บ้าน ใครจะช่วยดูแลนู๋แบบที่นี่

ลุงจ๋าเองก็ไม่ค่อยสบาย จะให้นู๋ปลุกลุงจ๋ามาพาเข้าห้องน้ำก็ไม่อยาก

จะเรียกลุงจ๋าให้เอานู้น เอานี่ให้ แบบที่กล้าขอคุณพยาบาลก็คงไม่ใช่

และที่สำคัญ ถ้ากลับบ้านนู๋ก็ไม่สบายใจถ้าจะนอนหง่อยๆ รอดูลุงจ๋าทำโน้น ทำนี่

สำหรับนู๋แล้ว หน้าที่ของนู๋คือการดูแลลุงจ๋าให้ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องลำบาก

จะขอลุงจ๋าให้ทำอะไรให้บ่อยๆ นู๋จะรู้สึกผิด แล้วก็เกรงใจลุงจ๋ามากทุกครั้ง

ตัดใจนอนที่นี่แหละ นอนไปก็ร้อนนะ แต่ก็บอกลุงจ๋าให้เปิดแอร์เบาๆ

หรือถ้าลุงจ๋ายังไอมาก ก็ปิดแอร์เลยก็ได้ คือ... นู๋ทนร้อนได้ แค่ให้ลุงจ๋าหายป่วย ><

 

เรา สอง สาม คน ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ

 

กลับมาที่บรรยากาศความทรมานจากการตกเลือดกันต่อ

ตอนอยู่หน้าห้องคุณหมอ รอเค้าพาไปส่งที่ห้องผ่าตัด

พ่อ ม๊า แล้วก็โอปอก็มาถึง ก่อนเค้าจะมาถึงกัน นู๋บอกลุงจ๋าไป ลุงจ๋าดุอีกแล้ว

โดนลุงจ๋าดุจนนู๋เองก็น้อยใจว่าทำมัยลุงจ๋าถึงไม่เข้าใจนู๋เลย

ตั้งแต่เกิดมานู๋ไม่เคยเป็นอะไรหนักจนต้องมาเจาะสายน้ำเกลือแบบนี้

ไม่ว่าตัวนู๋ พ่อ ม๊า หรือโอปอ ทุกคนก็ตกใจทั้งนั้น

ที่สำคัญเค้าเป็นห่วงมาก อยากมาดู มาเห็นว่าไม่เป็นอะไรมาก

ลุงจ๋าไม่เข้าใจ... ว่านู๋เกิดมากับการที่ได้อยู่ดูแล เห็นกันตลอด

เป็นแค่นี้ สำหรับที่บ้านนู๋ ทุกคนถือว่าหนักหนามากแล้ว...

 

ถึงลุงจ๋าจะบอกว่า... เรื่องแค่นี้ทำให้ทุกคนเป็นห่วงทำมัย

แต่ถ้าเค้าไม่ได้มาเห็น ไม่ได้มาดู เค้าก็จะยิ่งเป็นห่วงมากกว่านี้

สักวันลุงจ๋าคงจะเข้าใจนู๋ แล้วก็ครอบครัวของนู๋มากขึ้นกว่านี้เนาะ

ของแบบนี้ยังคงต้องใช้เวลาปรับตัวกันต่อไป นู๋มันลูกแหง่นี่นา ><

เอ้า นอกเรื่องอีกจนได้.... ก็เนาะเรื่องทุกเรื่องต้องมี details ด้านความรู้สึกด้วย

 

พอม๊ามาถึงก็รีบเดินเข้ามาหา รีบมาคุยมาถาม

ส่วนพ่อเนียนทำเป็นเฉยๆ ไปนั่งคุยกะลุงจ๋าเฉยเลย

แต่จริงๆ ตอนอยู่ที่บ้านทุกคนบอกว่า พ่อใจร้อนสุด

ขนาดม๊าชักช้า พ่อบอกว่ารีบๆ หน่อยจะรีบไปดูลูกเรา ><

 

ยิ่งมาเห็นลูกสาวมีสายน้ำเกลือติดตัวเป็นของตัวเองแล้ว

ต้องเรียกว่าเป็นภาพประหลาดไม่น้อย

เพราะตั้งแต่เด็กจนโต จนจะแก่แล้ว ก็เพิ่งจะเคยครั้งแรก

แต่ก็บอกม๊าว่าปวดท้อง แต่คงไม่เป็นไรเยอะแล้ว

งานนี้เลยได้ฟ้องม๊าเลยด้วยว่า ลุงจ๋าดุหลายเรื่อง แถมจะไม่พามาหาหมออีก ><

 

คุยกะม๊าได้แป๊ปเดียว... เจ้าหน้าที่ก็มาเข็นไปห้องผ่าตัด

เข้าไปเปลี่ยนชุดด้วยตัวเองอีกแล้ว... แล้วก็ย้ายไปนอนเตียงเข็น

แถมตอนเปลี่ยนชุด ต้องแก้ผ้าหมด

แต่นู๋ขออนุญาตไม่ถอดกุงเกงในกะผ้าอนามัย เนื่องจากเลือดออกเยอะมาก...ก...ก

 

เสร็จก็ขึ้นเตียงเข็นไปรอในต้องเตรียมตัว

ตอนที่นอนอยู่บนเตียงปวดท้องมากๆๆๆ แล้วรู้สึกเลือดออกตลอดเวลา

แต่ด้วยอาการปวดท้อง ปวดจนทนไม่ไหว ต้องเอานิ้วกด

และทุกครั้งที่กดลงไปตรงที่ปวด รู้สึกได้เลยว่าเลือดพุ่งปรี๊ดไหลออกตลอดเวลา

นึกบอกตัวเองว่าเมื่อไหร่หมอจะให้ยาสลบนะ ปวดจนทนไม่ไหวแล้ว T_T

 

ช่วงรอก็สงสารตัวเองที่ต้องมาปวดท้อง

แถมยังต้องเจอหมอใจโหดมาขูดมดลูกให้อีก ตายแน่ๆ เลยช้านนน

พอได้เวลาเค้าก็เข็นเข้าห้องผ่าตัด ผู้คนมากมายเลยทีนี้

มีหมอวิสัญญี เดินเข้ามาแนะนำตัว แล้วก็บอกว่าจะมาดูแลด้านความรู้สึก

เด๋วจะให้ยาสลบแล้ว อดข้าวมาครบหกชั่วโมงใช่มั๊ยค่ะ Bla bla bla

คือ ณ จุดนั้น ดีใจมาก รีบให้เถอะค่ะ ปวดท้องจนจะตายแล้ว

 

ตอนนั้นช่วงล่างมองไม่เห็นแล้ว มีม่านกัน

ทีมงานจัดการแก้ผ้านู๋อ้วนเรียบร้อย ยกขึ้นยาหยั่งแล้ว ><

และแล้ว... บุญกุศลจากการสวดมนต์ก็ส่งถึง

คุณหมอสุขฤทัยเดินมาทัก บอกว่า นึกว่าจะมาไม่ทันแล้ววว

นู๋รีบบอก สวัสดีค่ะคุณหมอ... คือแบบในใจดีใจมากแต่ไม่มีแรงแล้ว

คุณหมอบอกว่า... คุณแม่ไม่รอเลย นัดกันพรุ่งนี้เช้านี่นา

ก็เลยบอกคุณหมอไปว่า... รอไม่ไหวแล้วค่ะคุณหมอ แหะ แหะ ><

 

หลังจากนั้นก็รู้สึกเจ็บตรงที่เจาะน้ำเกลือ

ก็ยังมีแรงบอกเค้านะว่าเจ็บมากเลยค่ะ...

คุณหมอบอกว่า สายน้ำเกลือมันเล็กไป อดทนหน่อย

แล้วก็เอาหน้ากากมารมควันนู๋จนเป็นหมูรมควัน

แค่ไม่เกิน 10 วิ นู๋ก๊ป๊อกไปเรียบร้อยแล้วววว

 

ได้ยินแต่เสียงหมอคุยกันเรื่องอื่นๆๆๆ แต่ก็เกี่ยวกับสิ่งที่นู๋เป็นนั่นแหละ

แว่วๆ ว่าพยาบาลถามว่า นี่ท้องแรกรึป่าวค่ะ

คุณหมอตอบว่า ใช่ท้องแรก แต่มีท้องแรกได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

อีกสักพักก็มีได้อีก ไม่น่ากลัวแล้วแบบนี้

เอ่อ แต่นู๋เข็ดมากเลยนะค่ะคุณหมอ เจ็บขนาดนี้ก็แย่แล้ว

ถ้าต้องท้อง จนมีน้องจริง ตอนคลอดนู๋จะไหวมั๊ย ><

 

ตื่นมาอีกทีก็อยู่ในห้องพักฟื้นดูอาการแล้วเรียบร้อย

ได้ยินแต่เสียงวัดชีพจร... ดังฟี้ๆๆ เป็นระยะๆ

มองนาฬิกาก็ยังไม่ถึง 4 ทุ่มดี ขาดอีก 15 นาที

จะข่มตานอนให้หลับต่อก็ไม่ได้แล้ว... ใจมันไม่อยู่

ตอนนั้นอยากจะออกไปห้องพักเต็มที อยากไปอยู่ใกล้ๆ พ่อ ม๊า โอปอ ลุงจ๋า

 

นอนมองไปมองมา อีก 5 นาที 4 ทุ่ม

ก็เลยถามคุณพยาบาลว่าต้องรอจนน้ำเกลือหมดรึป่าวค่ะ

คุณพยาบาลบอกว่าดูอาการเฉยๆ ค่ะ เด๋วจะไปส่งแล้ว

เค้าก็คอยมาดูเรื่อยๆ มาเลือดออกมากน้อยแค่ไหน

พอสี่ทุ่มเค้าก็เข็นไปส่งที่ห้องพัก ทุกคนยังอยู่กันครบเลย

แต่มีเพิ่มมาอีกชีวิต คือ ซั้นนี่เอง ดีใจจัง มาจนได้เพื่อนช้าน

คืองานไหน งานไหน สู้ตาย มาดูใจเพื่อนตลอด รักนะตัวเทอ ^^

 

เป็นอันว่าผ่านพ้นเรื่องราวการขูดมดลูกไปได้เรียบร้อย

แต่หลังจากนั้นจะเจ็บแค่ไหน เป็นยังไง เด๋วค่อยเล่าต่อพรุ่งนี้

เนื่องจากวันนี้ไดอารี่ยาวมากเกินไปแล้ว สงสารคนแก่เพ่งอ่าน

ก็ถือว่า เลวร้ายในปริมาณที่ไม่หนักมากเกินไป

บอกตัวเองว่าถ้าเราไม่สวดมนต์ อาจจะเจออะไรหนักหนากว่านี้ก็ได้ สาธุ _/\_

 

เรา สอง สาม คน ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ

 

ได้เวลาปิดท้ายไดอารี่วันนี้แล้ว... กับ “เพลงประจำไดอารี่”

เพลงที่เอามาใช้ในวันนี้น่าจะเคยใช้ไปเมื่อนานมากแล้ว

แต่พอดีอยากจะใช้เพลงนี้อีก... หลังจากที่ไปดูคอนเสิร์ตมาด้วยกัน

และถ้านับกันจริงๆ วันนั้นได้พาลูกไปดูคอนเสิร์ตกับเรามาด้วยนะลุงจ๋า ^^

 

“เรา สอง สาม คน”

 

วันนั้นได้กอดแขน กอดขา เกาะคอลุงจ๋าแล้วร้องเพลงนี้ให้ลุงจ๋าด้วย

ถึงนู๋จะเป็นคนขี้งอน ขี้น้อยใจ คิดมาก แล้วก็ขี้ระแวง

แต่นู๋ก็ยังตั้งใจอยากจะอยู่ข้างๆ ลุงจ๋าแบบนี้ไปเรื่อยๆ ตลอดไป

สิ่งที่นู๋เลือกมาเป็นอยู่ทุกวันนี้ หลายครั้งที่ทำให้นู๋คิดว่า...

เป็นการชดใช้กรรม เพราะมันทุกข์เหลือเกิน

ถึงยังไง วันนี้นู๋ก็เลือกเดินมาแล้ว เดินมาไกลเกินกว่าจะเปลี่ยนใจหันหลังกลับ

 

ก็คงทำได้แค่ใช้กรรมต่อไป ชดใช้กันไปให้หมดในชาตินี้

เหมือนที่บอกลุงจ๋าไปตอนเช้าวันที่อยู่ที่โรงพยาบาล

นู๋ฝากลุงจ๋าไปบอกเค้าว่านู๋ขออโหสิกรรม เลิกแล้วต่อกัน

เพราะวันนี้นู๋ก็สูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเราผู้หญิงทุกคนไปแล้ว

อย่าได้ผูกใจเจ็บ สร้างเวรสร้างกรรมกันต่อไปอีกเลย

 

ตอนนี้สิ่งไหนที่เป็นความทุกข์ ที่เกิดขึ้นระหว่างเรา

ไม่ว่าจะเป็นความระแวง หรือความกลัวว่าวันนึงลุงจ๋าอาจจะไม่อยู่ข้างๆ นู๋

ทั้งหมด นู๋ถือว่ามันเป็นการชดใช้กรรมที่อาจจะเคยทำอะไรไว้กับลุงจ๋า

ทุกข์ใดเกิดที่เรา มันควรจะดับที่เรา เผื่อให้ปัญหาจบไปแบบง่ายที่สุด

เหมือนเวลาที่ได้รู้ ได้เห็นว่าลุงจ๋าคุยกับใคร แบบไหน ยังไง

จะบอกให้นู๋รู้ หรือนู๋ไปรู้ไปเห็นเอง ความเจ็บทั้งหมดจะเก็บไว้ที่ตัวนู๋

เพื่อเป็นการชดใช้กรรมที่เราเคยมีต่อกัน ให้หมดไปในเร็ววัน

ปลอบใจตัวเองเอาไว้ว่าทุกข์มาก คงใช้กรรมได้มาก หมดกรรมเมื่อไหร่ ก็หมดทุกข์เมื่อนั้น

 

วันนี้ครอบครัวเรา ลดปริมาณเหลือกันแค่ 2 คน

เนื่องจากลูกของเรา เค้าคงมาอยู่ให้เราจับต้องไม่ได้อีกแล้ว

แต่นู๋จะจำไว้ ไม่ลืมว่า เค้าเป็นลูกของเรา... ตลอดไป

 

 


เรา สอง สาม คน ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ เรา สอง สาม คน ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ
Music Playlist at MixPod.com

     Share

<< พรุ่งนี้... ไม่สำคัญ (มีน้อง มีท้อง... กันเถอะเรา)จะอยู่ตรงนี้... จนวัน สุดท้าย >>

Posted on Tue 28 Aug 2012 14:34
สู้ ๆ นะคะ พักผ่อนเยอะ ๆ รักษาสุขภาพกายและจิตใจให้แข็งแรง พร้อมกลับมาเริ่มต้นใหม่ นะคะ
ann   
Thu 30 Aug 2012 8:59 [1]
 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh