ถ่าน... ไฟ เก่า
ฉันรู้แค่... รักเธอหมดใจ
แดน... เนรมิต
ก้อนหิน... ก้อนนั้น
สดชื่น... เหมือนยืนบนไหล่เขา ^^
แฟน... ดี.... ดี
ตลอดไป ^^
ฉัน... ต้องคู่กับเธอ
Postcard from NoWhere T_T
ไม่มีใคร... ยังไงก็มีเธอ
จะอยู่ตรงนี้... จนวัน สุดท้าย
เรา... สอง สาม คน -- ลดเหลือ สองคน เท่าเดิมแหละ >
พรุ่งนี้... ไม่สำคัญ (มีน้อง มีท้อง... กันเถอะเรา)
บ้า... หอบฟาง
คนไหน... ไม่สำคัญ
หนึ่งเหตุผล... ของคนรอ
พูดลอย ลอย (อีกแล้ว)
รักเธอ... ตั้งแต่ เมื่อไหร่
หากเธอ... จะรัก
พูดลอย ลอย
คำ... ยินดี
รักเธอ... ทั้งหมด ของหัวใจ
ฉันอยู่ตรงนี้... ข้าง ข้างเธอ
ไ อ ร ด า
ยิ่งรู้จัก... ยิ่งรักเธอ
แด่เธอ... ผู้อดทน
เที่ยงคืน... สิบห้านาที
ตะวัน... ของหัวใจ
ขอแค่... ฝัน
สักเรื่อง... ได้ไหม
หยุด... บอกเลิกกัน ซะที V.II
ความรัก... ทำให้คน ตาบอด
รัก... ครั้งเดียว
Soft TouCh with YouR LovE
จากวันนี้...
หยุด... บอกเลิกกัน ซะที
คำ... อธิบาย
อุปสรรค... ก่อให้รักบังเกิด
PuLL PusH (V. II)
alonebody
chaitone
ecstasy
nam
Marut.
iNam.
ban2pak
ntar
na na






 

พูดลอย ลอย

Monday, 2nd July 2012

 

ไดอารี่จ๋า... คิดถึงมากๆ ที่สุด หลังจากไม่ได้มาเขียนหลายวัน

หายไปคราวนี้ไม่ใช่เพราะขี้เกียจหรือไม่มีอะไรจะเขียน

และก็ไม่ได้หายไปเพราะงานยุ่งเหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

แต่รอบนี้หายไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่ “นางพยาบาลพิเศษ” ให้ลุงจ๋าของนู๋ ><

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราสองคนคราวนี้ เรียกได้ว่าเป็น “บทพิสูจน์รักแท้” อีกหน้านึงทีเดียว

และก็ถือว่าวัดใจ กับปริมาณความรักของนู๋อ้วน ที่มีให้ลุงจ๋าได้เป็นอย่างดี

ถึงนู๋จะไม่ได้เสี่ยงชีวิต ถึงกับต้องแลกกับความตายใดๆ

ก็วัดใจแลกนิ้วกันเลยทีเดียว... ตอนทำไปนู๋อาจจะมีสติ แต่ไม่ครบถ้วนมั๊ง เลยกล้าขนาดนั้น 5555

 

ก่อนจะเกริ่นยาวกลับไปเล่าเรื่องโหด โหด กับรักเลือดสาดของเราสองคน

นู๋ขอเกริ่นไปที่ “เพลงประจำไดอารี่” วันนี้ก่อนเลยดีกว่า...

เพราะเลือกมาใช้รับข่าวดีประจำวัน หลังเรื่องร้ายๆ เพิ่งจะผ่านไป

เมื่อกี้ เจ้านายสุดที่รัก... พี่คมของนู๋โทรมาบอกว่า...

ได้บัตร Concert อัสนี – วสันต์ เป็นที่เรียบร้อย

 

รีบโทรบอกลุงจ๋าว่า lock คิววันที่ 27 กรกฏาโดยด่วน

เราจะจูงมือกันไปดู Concert พี่ป้อม พี่โต๊ะ กัน

เห็นว่าเป็นบัตรยืนหน้าเวที ตั้ง 4 ใบเลยทีเดียวววววว เย้!

แต่ถ้าลุงจ๋ายังไม่หายดี เด๋วนู๋ตัด Quota ลุงจ๋าไปให้คนอื่นแล้วกัน ><

 

พูดลอย ลอย

 

เอาไว้ได้บัตรมาเมื่อไหร่ จะจับถ่ายคู่กับ...

Converse / Levi & เสื้อยืดคอกลม... ฮริ้วววว พูดลอย ลอย

 

พูดลอย ลอย

 

ส่วนเพลงวันนี้ ไม่ได้มีความหมายพิเศษใดๆ กับลุงจ๋าและนู๋

เพราะตอนนี้ จังหวะและความยากของชีวิตทำให้รู้ว่า...

เราสองคน... ตั้งใจอยู่ และดูแลกันแบบนี้ ตลอดไป

จะไม่มีวันไหน ที่เราต้องเป็นคนไกลๆ ที่ทำได้แค่ คิดถึงกัน

 

แต่โดยส่วนตัว นู๋อ้วนชอบเพลงนี้มาก

เพลงเท่ห์ๆ ที่ฟังครั้งแรกก็ชอบหมดทั้งทำนอง เนื้อเพลง และเสียงคนร้อง

เนื้อเพลงแมนมาก แมนเหมือนสิ่งที่อยู่ในใจนู๋

บวกกับประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา... ไม่ว่าความรักครั้งนั้นจะจบลงแบบไหน

สุดท้าย เรายังรู้จัก และเป็นเพื่อนกันได้แบบ...

มีศักศรีดิ์และความเคารพในความตัวเองเสมอ

 

สิ่งเดียวที่จะทำให้เรื่องราวของลุงจ๋าและนู๋เปลี่ยนแปลงได้

ก็คือ วันที่ความรักของนู๋ไม่เหลือคุณค่าให้ลุงจ๋าอยากดูแลและรักษา

วันนั้น นู๋จะเคารพศักศรีดิ์ และตัวตนของนู๋

และคงไม่แปลกที่นู๋จะดูแลความรักของตัวเอง... ด้วยตัวเอง

 

“ฝากฟ้า... ยินดีกับเธอ ที่พบบางคนที่ดีกว่า

โชคชะตาคือสิ่งที่ฉันไม่มี

ฝากบอกว่าฉันอยู่ไหว บอกให้ฉันหน่อยได้มั๊ย

แค่ไม่มีใคร ถึงไงยังอยู่ได้ดี

ฝากบอกว่าฉันอยู่ไหว จะมีฝันร้ายก็แค่บางที

นอกนั้นดี นอกนั้นดี... หมดเลย”

 

พูดลอย ลอย

 

ได้เวลากลับมาที่ "บทพิสูจน์รักแท้... ของเราสองคน"

ก่อนจะเริ่มเล่าเหตุการณ์ ก็อยากบอกเรื่องที่นู๋บอกลุงจ๋าแล้ว

บอกตั้งแต่เช้าวันพฤหัส ที่ลุงจ๋ามีสติมากพอจะรับรู้

ว่านู๋เองก็ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน ว่ารักลุงจ๋ามากขนาดนี้

รักมากพอที่จะเอานิ้วตัวเองแหย่ลงไปในปากลุงจ๋า

แค่เพราะกลัวว่าถ้าลุงจ๋ากัดนิ้วลิ้นตัวเอง เราจะไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันอีก

 

หลังจากเหตุการณ์ มีแต่คนถามว่า ไม่กลัวนิ้วขาดเหรอ

สารภาพว่า ถ้ามีสติก็คงกลัว แต่ถ้าต้องแลกให้ลุงจ๋าลิ้นขาด

นู๋ว่า นิ้วนู๋ขาดไป ก็ดูน่าจะคุ้มกว่าให้ลุงจ๋าไม่มีลมหายใจ

ไม่ว่ายังไง วันนี้นิ้วนู๋และลิ้นลุงจ๋าก็อยู่ครบ แต่อาจจะเยินไปหน่อย

ภูมิใจกับตัวเอง ที่ได้รัก และได้ดูแลลุงจ๋าได้มากขนาดนี้

ถึงเวลานี้... ดีใจจริงๆ ที่ได้ทำ พูดลอย ลอย

 

พูดลอย ลอย

สภาพตอนทำแผลไว้

 

พูดลอย ลอย

แกะแล้ว ><

 

จริงๆ ก็ไม่ได้มีแผลแค่ 2 นิ้วที่ถ่ายรูปไว้

เพราะนิ้วมืออีกข้างก็ช้ำจนฮ่อเลือดเหมือนกัน

แถมลุงจ๋ายังชี้ให้ดูรอยเขียวๆ ที่หลังแขนขวาอีก

ทั้งหมดนั้น นู๋ก็ไม่รู้ว่าเกิดตอนไหน ยังไงเหมือนกัน

รู้อีกทีก็ระบมไปหมดแล้ว... ไม่เป็นไรเนาะ สู้ เพื่อลุงจ๋า พูดลอย ลอย

 

พูดลอย ลอย

 

เหตุการณ์ระทึกขวัญ เลือดสาดในชีวิตคู่ของเรา

เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 27 June 2012 เวลาประมาณ 02.30 AM

เป็นเวลาของการแข่งฟุตบอล Euro สเปน - โปรตุเกส

คงจะใกล้ๆ หมดครึ่งแรกแล้วแหละเนาะ นู๋ก็ไม่ได้ดู แค่หลับๆ ตื่นๆ

 

คืนนั้นนู๋ก็อยากดู แต่ก็ง่วงมากเหมือนกัน ก็ดูบ้าง หลับบ้าง

แต่เห็นลุงจ๋าตั้งอกตั้งใจดูอยู่คนเดียว ตั้งแต่นาฬิกาปลุก

ไหนจะเหนื่อยสะสมจากการไปทำงานที่ระยอง กินเหล้ามาค่อนคืน

เช้าวันพุธก็ขับรถกลับมา แวะซื้อหิน ขนอิฐเข้าบ้านอีกสารพัด

และที่สำคัญ เราทะเลาะกันมาตั้งแต่หัวค่ำวันอังคาร

นู๋ไม่รับโทรศัพท์ของลุงจ๋าข้ามวัน จนถึงเย็นวันพุธ

 

รายละเอียดการทะเลาะก็ไม่วายมาจากเรื่องเดิม คนเดิม

เพราะลุงจ๋าไม่ยอมบอกนู๋ว่าให้เงินค่าเลี้ยงดูเค้าเพิ่มขึ้นจากเดิม

นู๋น้อยใจทั้งเรื่องที่ลุงจ๋าไม่ยอมบอก แถมน้อยใจที่ลุงจ๋าเลือกจ่ายเงินเค้าเพิ่มขึ้น

และเลือกจะใช้ชีวิตยากๆ แบบที่เราต้องช่วยกันประหยัด จนนู๋ไม่เข้าใจ

 

เราทะเลาะกัน เพราะลุงไม่เข้าใจว่าทำมัยนู๋ต้องน้อยใจ

และลุงจ๋าสรุปเอาง่ายๆ แบบไม่นึกถึงใจนู๋ ด้วยคำสั้นๆ ว่า

ที่เธอมาทะเลาะ มีปัญหาเพราะ เธออยากได้เงินบ้างเหรอ

เจอคำนี้ นู๋ไม่มีอะไรอธิบาย นอกจากใจลุงจ๋าตื้น...

ตื้นเกินกว่าจะเข้าใจมิติหัวใจคนอย่างนู๋ พูดลอย ลอย

 

นู๋เลือกที่จะไม่คุยกับลุงจ๋า ไม่รับโทรศัพท์และปิดเครื่อง

ระหว่างนั้นลุงจ๋าจะติดต่ออะไร ยังไง นู๋ก็ไม่อยากรับรู้แล้ว

เพราะนู๋สับสนว่าลุงจ๋า เข้าใจและรู้จักคนอย่างนู๋มากแค่ไหน

แล้วจะมีสักวันมั๊ย ที่ลุงจ๋าจะได้เข้าใจและรู้จักตัวตนของนู๋จริงๆ

 

เลิกงานนู๋ก็เลือกจะกลับบ้านด้วยสองแถวเอง

ไม่อยากให้ลุงจ๋าออกมารับ เพราะนู๋ก็ยังไม่รู้จะคุยอะไร

รู้แค่ว่าไม่อยากจะพูดถึง และยังเสียใจกับสิ่งที่ลุงจ๋าพูด

สุดท้ายเจอกันที่บ้าน ก็เลี่ยงๆ ที่จะพูดถึง และพยายามให้มันผ่านไป

 

พูดลอย ลอย

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นรึป่าว...

โชคชะตาถึงได้อยากให้เรา... พิสูจน์ใจ ให้เห็นตัวตนกันอีกที

เหตุการณ์คราวนี้ถึงได้เกิดขึ้น อาจจะเป็นเพราะ...

ใครสักคนอยากให้ลุงจ๋าได้รู้ว่า คนอยากนู๋รักลุง ไม่ใช่เพราะอยากได้เงิน

อย่างน้อย ลุงอาจจะสัมผัสถึงอีกมิติของหัวใจคนอย่างนู๋ได้ซะที

 

ช่วงที่นู๋ตื่นและหันมาเห็นลุงกำลังบิดขี้เกียจ

บิดได้ยังไม่ถึงครึ่งทาง ตัวลุงก็เกร็งไปทั้งตัว

มือหงิกสองข้างหงิกเกร็ง จนถึงเท้าก็ชี้เกร็งหมด

ฟันบนกัดครอบฟันล่าง และแข็งไปแป๊ปนึง

 

หลังจากนั้นก็เริ่มกระตุก ชักๆ เป็นระยะๆ

สิ่งที่อยู่ในหัว คือคนชักมักจะเผลอกัดลิ้นจนสิ้นใจตาย

นู๋ตัดสินใจเอามือง้างฟันบน และฟันล่างของลุงออกจากกัน

แล้วก็เอานิ้วตัวเองแหย่ลงไป ให้ฟันไม่ไปโดนลิ้น

ปากก็เรียกลุงๆๆ ลุงเป็นอะไร อีกมือก็เื้อื้อมไปคว้าโทรศัพท์โทรหาแอ๊ะ

ยังไม่รู้ว่าถ้าวันนั้นแอ๊ะไม่รับสาย จะทำยังไงต่อไป เพราะไม่รู้จะติดต่อใครแล้ว

 

ตอนนั้นเห็นหน้าลุงชัดมาก เพราะมือนู๋ติดอยู่

เห็นตาลุงเริ่มเหลือกขึ้นๆ จนเกือบเหลือแต่ตาขาว

แล้วน้ำลายก็ทะลักไหลออกมาตลอด มีเสียงฮือออกมาจากลุงตลอด

ตัวก็กระตุกๆ นิ้วก็เจ็บขึ้นเรื่อยๆ เอาออกก็ไม่ได้เพราะปากลุงไม่อ้า

ในที่สุดลุงก็หยุดกระตุก นู๋ก็ได้แต่ตะโกนเรียกลุงๆๆ ลุงเป็นอะไร

 

เอามือออกมาได้ ก็เห็นลุงยักกระตุกเบาๆ เรื่อยๆ

นู๋รีบวิ่งไปหยิบแปรงสีฟันในห้องน้ำ เพราะไม่กล้าใช้ Remote TV

เห็นลุงสำลักทั้งแปรงสีฟัน ทั้งน้ำลาย ก็ยิ่งกลัว

ถ้าลุงหายใจไม่ออก ขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตานู๋จะทำยังไง

 

จนกระทั่งลุงหยุดชัก นู๋ก็ร้องเรียกลุง

เห็นลุงนอนลืมตา นู๋ก็เรียก บอกลุงว่าไปหาหมอกัน

ลุงก็นอนนิ่งๆ ทำตากลอกไป กลอกมา น้ำลายยังยืดอยู่

นู๋ดึงขึ้นมานั่ง ลุงก็นั่งทำตากลอกไปมา ขวางๆ ไม่พูดไม่จา

นู๋ตัดสินใจลากลุงมาปลายเตียง จนตกเตียง เพราะพยุงไม่ขึ้นจริงๆ

ลุงก็มองทำตากลอกไป มา อยู่แบบนั้นไม่ยอมลุก

 

คิดได้ว่าเรียกพี่โหน่งไว้ รีบวิ่งไปเปิดกุญแจให้เค้าเข้ามาช่วย

พี่เต็ม พี่นุช เพื่อนบ้านเรา มากันพร้อมหน้า พร้อมตา

ลุงขี่หลังพี่เต็มลงมา มีพี่โหน่ง กับพี่นุชช่วยกันพยุงขาถ่ายน้ำหนักจากพี่เต็ม

แต่ลุงนี่แหละ ถีบเค้าออกหมด จนพี่เต็มเกือบจะตกบันได

 

พอลงมาถึงข้างล่าง ลุงก็เดินเอง ไม่พูดไม่จา

เดินออกไปหน้าบ้าน ไม่ใส่รองเท้า เดิน งงๆ ตาขวางๆ ออกไป

ใครจับก็สะบัดออกหมด เรียกขึ้นรถก็ไม่ยอมไป

สุดท้ายนู๋ไปจับแขนแล้วก็บอกลุงว่า ไปหาหมอกันนะลุง ขึ้นรถนะ

ลุงก็เดินขึ้นรถมากับนู๋ มีพี่โหน่งขับ พี่เต็มนั่งหน้ามาด้วยกัน

 

พอรถเริ่มออก ลุงก็อาละวาดอีก เพราะพยายามจะเปิดประตูลง

นู๋คอยยื้อ ดึงแขนไว้ ไม่ให้เปิดประตูได้ นู๋กลัวลุงกระโดดลงรถ

สะบัดนู๋ไป ก็ร้องช่วยด้วยๆ จนนู๋จับไม่ไหว เลยเอาตัวเข้าไปขวาง

พี่โหน่ง พี่เต็มเห็นท่าไม่ดี ก็จอดรถ นู๋เรียกพี่เต็มมานั่งหลังด้วยกัน

เพราะจะได้ช่วยกันประกบซ้าย ขวา ไม่ให้จับประตูรถได้

พอพี่เต็มเดินมาถึงข้างหลัง ลุงปีนหนีไปนั่งข้างหน้าคู่พี่โหน่งเฉยเลย

 

พอไปนั่งข้างหน้าได้ ก็เอามือทุบคอนโซลรถ

แงะประตู แงะแอร์ ร้องแต่ช่วยด้วย ที่แน่ๆ จำนู๋ไม่ได้แล้ว

แถมยังเปิดลิ้นชักหน้ารถ รื้อของในเกะออกมาหมด

แล้วก็บอกพี่เต็มช่วยด้วยๆ เจ็บ พอพี่เต็มถามลุงก็บอกเจ็บตรงท้ายทอยด์

 

ตอนนั้นนู๋ก็หมดแรงแล้วเหมือนกัน มันท้อใจ กลัวไปหมด

นั่งร้องไห้เงียบๆ อยู่ข้างหลัง คิดสารพัดว่าถ้าลุงจำนู๋ไม่ได้จะทำยังไง

แล้วถ้าเป็นอะไรร้ายแรง เราจะเป็นยังไงกันต่อ นู๋จะดูแลลุงได้มั๊ย

เพราะถ้าลุงจำนู๋ไม่ได้ แล้วต้องกลับไปอยู่กะคนอื่น นู๋จะทำยังไง

 

ร้องไป คิดไป จนถึงโรงพยาบาลนั่นแหละ

ดีว่าลุงสลบลงไปเยอะ มีร้องหาถุงอยู่นิดหน่อย

เห็นว่าอยากอ้วก แต่พอยื่นถังขยะให้ก็ไม่อ้วกนะ

พอรถจอดตรงห้องฉุกเฉิน ใจก็กลัวลุงจะอาละวาดอีก

ก็บอกลุงว่า ถึงแล้วนะลุง นั่งรถเข็นนะ ไปหาหมอกัน

 

พอเข้าไปถึงข้างใน นู๋ต้องยืนให้ข้อมูลตรงทะเบียน

พี่เต็ม พี่โหน่งเข้าไปกับลุง แต่ก็ดีตรงที่ไม่อาละวาดแล้ว

นู๋เดินตามเข้าไปอีกที เห็นลุงอยู่บนเตียงในห้องฉุกเฉิน

พยาบาลวัดความดัน เอาสายอะไรไม่รู้ระโยงระยางเต็มไปหมด

พอลุงเห็นนู๋ ก็ยิ้มเหนื่อยๆ แหะๆ อยู่บนเตียง

ถามนู๋ว่าที่นี่ที่ไหน ฉันเป็นอะไร.... ดูท่าแล้วจำอะไรไม่ได้สักอย่าง

 

แต่แปลกตรงที่ หมอถามอะไร ยังมีหน้าตอบได้อีกนะ

หมอถามนู๋ว่าเค้าเคยเป็นแบบนี้มาก่อนมั๊ย

นู๋ก็ไม่รู้จะตอบว่ายังไง เพราะไม่แน่ใจ

ลุงเคยบอกนู๋ว่าอย่าทะเลาะกัน อย่าให้ลุงเครียดมาก

เพราะถ้าเครียดมาก ฉันชักเลยนะ ก็เลยคิดว่าเคยเป็นมั๊ง

เพิ่งรู้วันนั้นแหละ ว่าจริงๆ ลุงหลอกนู๋มาตลอด

ชอบโกหก จนเวลามีปัญหาจริงๆ ก็ไม่รู้แล้วว่าอะไรจริง อะไรหลอก

 

หมอบอกว่า อยากให้อยู่ดูอาการสักคืน

เพราะอาการแบบนี้ ภายใน 24 ชั่วโมงอาจจะเกิดขึ้นได้อีก

นู๋เลยไปดำเนินการเลือกห้อง แล้วก็พาลุงจ๋าขึ้นไปพัก

ลุงจ๋าขึ้นมาพร้อมสายน้ำเกลือ และสาย OxyGen

 

ขึ้นมาถึงห้อง นู๋ก็ถามลุงจ๋าว่าอยู่คนเดียวได้มั๊ย

เพราะนู๋ต้องกลับไปเอาบัตรประกัน และเอกสารของลุงมาให้โรงบาล

จะได้กลับไปเอาของ แล้วก็ส่งพี่โหน่ง พี่เต็มซะให้เรียบร้อย

ลุงบอกว่า อยู่ได้ อย่าลืมขอบคุณพี่โหน่ง กะ พี่เต็มด้วยนะ

 

พูดลอย ลอย

 

กลับไปถึงบ้านตอนตีสามครึ่ง

หยิบกระเป๋าตังค์ โทรศัพท์ กระเป๋าเสื้อผ้า สายชาร์ต

อยากเตรียมทุกอย่างให้ครบ เพราะเด๋ววันออกจากโรงบาลลุงจะได้พร้อม

หยิบหมดแม้กระทั่งนาฬิกาข้อมือ แล้วก็หมวกของลุงจ๋าด้วย

ที่แน่ๆ รองเท้าแตะนี่ลืมไม่ได้เด็ดขาด เพราะตอนลุงจ๋าเดินออกมาไม่ได้ใส่รองเท้า

 

ตอนอยู่ที่บ้าน เก็บของไปก็โทรหาพี่ป้อมไป

นู๋ไม่กล้าโทรหาแม่เอง เพราะกลัวพูดไปแล้วแม่ตกใจ

แม่ยิ่งหัวใจไม่ค่อยแข็งแรง ก็เลยบอกพี่ป้อม ให้พี่ป้อมไปบอกต่อ

เสร็จก็โทรหาพ่อ พอตีห้ากว่าๆ ม๊าตื่นก็รีบโทรมา เพราะห่วงลุง

 

พูดลอย ลอย

 

นู๋กลับไปถึงโรงพยาบาลอีกที เห็นลุงจ๋านอนตาแป๋วอยู่

ถามว่าทำไมยังไม่ยอมนอน

ลุงบอกนอนไม่หลับ รอนู๋ก่อน อยู่คนเดียว นอนไม่หลับ

นู๋ก็เลยจัดการพาเข้านอนให้เรียบร้อย แต่ตัวนู๋นอนไม่หลับแล้ว

 

พูดลอย ลอย

 

ชุดนอนที่ใส่มา ที่เสื้อลุงจ๋ายังมีเลือดติดอยู่

คาดว่าจะเป็นเลือดจากนิ้วนู๋นั่นแหละ

เห็นลุงจ๋าหลับ ตัวเองก็ส่ง MMS ลางานพร้อมรูปลุงจ๋าป่วย

โทรคุยกะแม่ กะพี่ป้อมเป็นระยะๆ เพราะทุกคนห่วงมาก

 

พูดลอย ลอย

 

เดินอยู่ในห้องที่โรงพยาบาล คอยดูลุงจ๋า

ก็ดูวิวที่ระเบียงไปเรื่อย Moment นั้นไม่กลัวอะไรเลย

รู้แค่ว่าไม่อยากให้ลุงจ๋าเป็นอะไร อยากให้ทุกอย่างผ่านไป

ให้เราสองคนกลับไปอยู่บ้านเราเหมือนเดิม ไม่มีอะไรร้ายแรง

 

พูดลอย ลอย

 

ช่วงเช้าพยายาลก็เข้ามาเช็ดตัว เปลี่ยนเป็นชุดโรงพยาบาล

สักพักคุณหมอก็มาซักถามอาการ แล้วก็เหตุการณ์เยอะแยะมากมาย

คุณหมอสรุปว่าต้องทำการ Scan สมองดูว่ามีก้อนเนื้อรึป่าว

แล้วก็ต้องตรวจคลื่นสมองเพื่อหาสาเหตุของการชักคราวนี้

 

วันนั้นทั้งวัน ก็ดูแลลุงจ๋า คุยกัน เล่นกันไปเรื่อย

แต่ในใจลึกๆ ก็กลัวว่า Scan ไปจะมีเนื้อในสมองมั๊ย

ถ้ามีคงเป็นเรื่องใหญ่ แล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้อีก

รอคิวจนกระทั่งคุณบุรุษพยาบาลมารับไปห้อง X-Ray

 

พูดลอย ลอย

 

นู๋ก็ลงไปกับลุงจ๋าด้วย ยังไม่รู้เลยว่าไปทำไม 555

รู้แต่ว่าอยากอยู่ข้างๆ ลุงจ๋าตลอดเวลา ไม่อยากให้ไปคนเดียว เด๋วกลัว

จนกระทั่ง X-Ray เสร็จ ก็ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่

กลับขึ้นห้องพัก ก็ได้เวลาอาหารเช้าของลุงจ๋า โชคดีจังที่กินได้อร่อย

 

พูดลอย ลอย

 

พูดลอย ลอย

 

ช่วงบ่ายผล Scan สมองออกมา คุณหมอบอกไม่เป็นไร ปรกติ

โอ้โห... โล่ง โล่ง กันทั้งคู่ สบายใจสุดๆ ที่ไม่มีอะไรร้ายแรง

ก็เหลือแค่ไปตรวจวัดคลื่นสมองแล้ว ระหว่างนั้นก็นอนง๊องแง๊งอยู่ในห้อง

นู๋อ้วนก็เป็นพยาบาลพิเศษดูแลลุงจ๋าไป ออกไปซื้อข้าว ซื้อไรบ้าง

 

ส่วนใหญ่ที่ออกไปซื้อมาเนี้ย ก็คนป่วย ก่ะคนเยี่ยมกินทั้งนั้น

พยาบาลเป็นไรไม่รู้ หิวโหยแต่ยำยำ คัพ อย่างเดียวเท่านั้น

บ่ายๆ วันนั้นพ่อกับม๊า แล้วก็โอปอก็มาเยี่ยมดูอาการลุงจ๋า

เย็นๆ ก็เป็นซั้นมาดูลุงจ๋า พอดีเลยให้กลับไปส่งพ่อ ม๊าแล้วก็โอปอที่บ้าน

งานนี้เห็นน้ำใจ เพื่อนรัก ที่โคตรน่ารักเสมอต้น เสมอปลายอีกแล้ว

 

ช่วงเวลาที่เราลำบาก หรือมีอะไรยากๆ ในชีวิต

ก็ได้เห็นน้ำใจคนรอบข้างที่รักเราจริงๆ นี่แหละเนาะ

เย็นอีกหน่อย พี่หัวหน้าลุงจ๋าก็มาเยี่ยมอีก ดีๆ ไม่เหงา

ช่วงนี้วิเคราะห์หาสาเหตุกันไปต่างๆ นาๆ เด๋วค่อยเขียนต่อพรุ่งนี้

 

หลังจากผล X-Ray คลื่นสมองของลุงจ๋าออกมา

ก็ปรากฏว่าปรกติ ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวัลทั้งสิ้น

แต่ยังต้องนอนที่โรงพยาบาลอีกคืน เพราะหมอขอดูอาการ 24 ชั่วโมง

คืนนั้น ณ เวลาตี สองครึ่ง ก็เป็นเวลาใจเต้นของนู๋อ้วนอีกครั้ง

 

นอนโรงพยาบาลนู๋ก็ไม่ิปิดทีวีเลยทั้งคืน กลัวความเงียบ

แถมมีฟุตบอลด้วย เผื่อว่าจะได้ดูบ้างเป็นระยะ ระยะ

ลืมตามาก็ไม่คิดว่าจะเป็นเวลาเดิม ตีสองครึ่ง ใจเต้นแรงมาก

พอหันไปที่เตียง เห็นลุงจ๋ามองนู๋ทำหน้านิ่งๆ ตาปริบๆ

โอ้โห นาทีนั้นใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมา

ทำใจดีสู้เสือ เรียกลุงอย่าทำหน้าแบบนี้นู๋กลัว

ลุงตอบกลับมาว่า อ้วนเป็นไร ฉันไม่ได้เป็นอะไรนะ

 

หลายคืนที่ผ่านมาตั้งแต่คืนที่เกิดเหตุ

ทุกอย่างยังเป็นภาพติดตาสำหรับนู๋

กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์เหมือนเดิมอีก

กลัวลุงจ๋าจะทำหน้าตาน่ากลัว เหมือนคนไม่รู้จักกันอีก

 

ตอนนี้ทุกครั้งที่ได้ยินลุงจ๋าทำเสียงแปลกๆ หรือมองนู๋แปลกๆ

นู๋ก็ยังกลัว จนใจเต้นแรงมากทุกครั้ง

กลางคืนยังนอนหลับไปสนิท ทุกครั้งที่ลุงจ๋าพลิกตัว นู๋จะตื่นมาดู

เพราะอยากให้แน่ใจว่า ลุงจ๋าไม่เป็นอะไร

ถ้าไม่อยู่ในระยะสายตา แป๊ปนึงต้องตะโกนเรียกให้รู้ว่าไม่เป็นไร

 

คงใช้เวลาอีกสักพัก กว่านู๋จะผ่านความรู้สึกเหล่านี้ไปได้

ไม่ว่ายังไงนู๋จะพยายามเข้มแข็งผ่านเรื่องพวกนี้ไปให้ได้เพื่อลุงจ๋า

เพราะนู๋ยังจะต้องอยู่ข้างๆ ลุงจ๋าไปในทุกสถานการณ์ไปอีกนานๆ

เรื่องที่เกิดวันนี้เป็นแค่เสี้ยวเดียวของชีวิตเราสองคนแค่นั้นเอง

 

พูดลอย ลอย

 

พูดลอย ลอย

 

ก่อนไปวันนี้อยากบอกว่า....

ขอบคุณทั้งคุณหมอและคุณพยาบาลที่โรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะมากๆ

ไปคราวนี้ประทับใจมากขึ้น กลบความรู้สึกแย่ๆ ที่เคยมีได้หมดเลย

เพราะทั้งใจดี ช่วยเหลือดี ตลอดระยะเวลา 2 วัน 2 คืนที่โรงพยาบาล

 

ที่สำคัญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เรียกไว้ว่าคุ้มอีกแล้ว

ช่วงระยะเวลาสั้นๆ แค่ 1 ปีกับ 6 เดือนกว่าๆ ที่เราอยู่ด้วยกันมา

มีเรื่องยาก พิสูจน์ความรักที่เราสองคนมีให้กัน ได้ดีเหลือเกิน

เรื่องยาก และความลำบากที่เราสองคนต้องฝ่าฟันมาด้วยกัน

มันยิ่งทำให้เราได้รู้ว่า เราสองคนรักกันมากแค่ไหน

ยิ่งเวลาผ่านไป เราก็ยิ่งรู้ว่า ความรักของเรามีค่ามากจนเราต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด

 

พูดลอย ลอย

 

 


พูดลอย ลอยพูดลอย ลอย
Music Playlist at MixPod.com

     Share

<< คำ... ยินดีหากเธอ... จะรัก >>

Posted on Mon 2 Jul 2012 16:42
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh